สินเชื่อรถยนต์ ให้ยอดสุง 120% รถผ่อนอยู่ก็ทำได้

เริ่มโดย d-credit, 31ก.ค.2013, 17:58:23

« หน้าที่แล้ว - ต่อไป »

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ลงล่าง

d-credit

ประโยชน์ดีๆ ของกรองแอร์รถยนต์

กรองแอร์รถยนต์ ถือว่ามีความสำคัญมากๆ เกี่ยวกับอากาศภายในห้องโดยสาร ซึ่งเดี๋ยวนี้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ต่างใส่มาให้กันตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปทำเพิ่มให้ยุ่งยากเสียเวลาเหมือนรถรุ่นเก่าๆ

      แม้ระบบทำความเย็นในรถยนต์รุ่นเก่าจะสามารถทำความเย็นได้เหมือนกัน แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ มักเกิดจากความสกปรกของระบบแอร์นั่นเอง และส่วนใหญ่มันจะส่งผลดังนี้

     - แอร์ไม่เย็น ลมแอร์ออกมาเบา ทำให้ต้องเร่งพัดลมแอร์ ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น
     - คอยล์เย็นรั่ว เนื่องจากมีสิ่งสกปรกมาเกาะติด และกัดกร่อนที่แผงคอยล์เย็น
     - ผู้โดยสารคนอื่น รวมถึงตัวคุณเอง อาจเกิดอาการคัดจมูก หรือภูมิแพ้ เนื่องจากสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่างๆ ที่อยู่ในระบบทำความเย็น

 สำหรับประโยชน์ดีๆ ของกรองแอร์รถยนต์ มีอยู่ดังนี้

     - คอยล์เย็นไม่อุดตันจากฝุ่น และสิ่งสกปรกที่อยู่ในระบบทำความเย็น
     - กรองฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ให้เข้าไปภายในห้องโดยสาร
     - ห้องโดยสารสะอาด ไม่หมองเร็วเพราะฝุ่นละออง

     แม้ว่าตอนนี้กรองแอร์รถยนต์จะมีใส่ให้แต่รถรุ่นใหม่ๆ แต่รถรุ่นเก่าก็อย่าได้กังวลไป เพราะเดี๋ยวนี้มีร้านรับทำที่ใส่กรองแอร์รถยนต์เยอะแยะมากมาย แถมราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด

 

d-credit

"ยาง" รถคุณขับได้เร็วสูงสุดกี่ กม./ชม.?

รู้หรือไม่ว่ายางรถยนต์แต่ละรุ่นถูกจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ หากขับเร็วเกินกว่าที่ยางรับไหวอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้!

โดยปกติแล้วเรามักจะรู้จักเฉพาะขนาดยางที่ระบุไว้บนแก้มยาง ซึ่งจะแบ่งออกเป็นตัวเลข 3 ชุด ระบุความกว้างหน้ายาง, ความสูงแก้มยาง และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ เช่น 205/45 R16 หมายถึง ความกว้างหน้ายาง 205 มิลลิเมตร ความสูงแก้มยาง 45 มิลลิเมตร และใช้สำหรับล้อรถยนต์ขนาด 16 นิ้ว

แต่นอกเหนือจากตัวเลขขนาดยาง ยังมีการระบุดัชนีการรับน้ำหนัก (Load Index) และสัญลักษณ์ความเร็ว (Speed Symbol) ไว้บนแก้มยางด้วย ซึ่งค่าเหล่านี้แตกต่างกันไปตามรุ่น ยี่ห้อ และขนาดของยาง โดย Load Index หมายถึงน้ำหนักบรรทุกสูงสุดที่ยางรับได้ ส่วน Speed Symbol หมายถึงความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นสามารถวิ่งได้ โดยยังคงให้ความปลอดภัยสูงสุด

ค่า Load Index และ Speed Symbol มักจะระบุไว้ต่อท้ายตัวเลขขนาดยางบนแก้มยาง เช่น 205/45 R16 91V ซึ่งตัวเลข "91" บ่งบอกถึงน้ำหนักบรรทุก ส่วน "V" บ่งบอกถึงความเร็วสูงสุดของยางนั่นเอง

Load Index (น้ำหนักสูงสุดที่รับได้)

Speed Symbol (ความเร็วสูงสุดของยางที่สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย)

S = 180 กม./ชม.
T = 190 กม./ชม.
U = 200 กม./ชม.
H = 210 กม./ชม.
VR = มากกว่า 210 กม./ชม.
V = 240 กม./ชม.
W = 270 กม./ชม.
Y = 300 กม./ชม.
ZR = มากกว่า 250 กม./ชม.

เห็นไหมครับว่ายางแต่ละเส้นมีคุณสมบัติและขีดจำกัดแตกต่างกันออกไป ซึ่งโดยมากยางที่วางจำหน่ายในตลาดปัจจุบันมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เว้นแต่ยางสำหรับรถกลุ่ม High Performance ที่ต้องใช้ยางที่มีขีดจำกัดสูงมากๆ ตัวเลขเหล่านี้ก็จะช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจไม่มากก็น้อยครับ

d-credit

"ไนโตรเจน vs ลมยางปกติ" ควรเติมแบบไหน

  อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกสำหรับคนใช้รถกับเรื่องของการเติมลมยางที่ในยุคปัจจุบัน ตามปั๊มน้ำมันชั้นนำ และศูนย์บริการเซอร์วิสแบบครบวงจร มักจะมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับการเติมลมยาง "ไนโตรเจน" ที่ว่ากันว่ามีคุณสมบัติพิเศษมากมายเหนือกว่าลมยางปกติที่เติมฟรีหลายขุม

     แท้จริงแล้ว รถของคุณควรจะต้องเติมลมยางแบบไหน และ "ลมยางไนโตรเจน" มันมีดีอะไร และสุดท้ายจำเป็นไหนที่ต้องเติมลมยางชนิดนี้ เราอาสาพาไปหาคำตอบถึงข้อดีและข้อเสีย เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดูและรักษายางให้กับรถยนต์ของคุณ

ลมยางไนโตรเจนคืออะไร

     จริงๆแล้วลมยางทั่วไปซึ่งเป็นอากาศปกติอัดเข้าไปในยางรถยนต์ ซึ่งมีจุดให้บริการเติมลมฟรีกันตามปั๊มน้ำมันนั้น พื้นฐานโดยธรรมชาติมันก็มีส่วนผสมของไนโตรเจนอยู่แล้วถึง 78 เปอร์เซนต์ ส่วนลมยางไนโตรเจนที่พูดถึงนั้นมันคือการใช้ก๊าซไนโตรเจนซึ่งมีบริสุทธิ์ 93 เปอร์เซนต์มาเติมในยางรถยนต์แทนลมยางปกตินั่นเอง

ข้อดีของลมยางไนโตรเจน

     คุณสมบัติที่ดีของลมยางไนโตรเจนมีอยู่มากมาย คือช่วยลดอุณหภูมิของยางในยามที่รถวิ่งทำความเร็วสูงๆโดยเฉพาะในรถแข่งและล้อเครื่องบินที่ใช้ลมยางชนิดนี้แทบจะทั้งหมด นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติของ ไนโตรเจน ที่ไม่ติดไฟ จึงทำให้โอกาสที่ยางระเบิดเกิดขึ้นค่อยข้างน้อย ขณะเดียวกันด้วยอีกหนึ่งคุณสมบัติของมันคือการที่เป็นก๊าซที่มีโมเลกุลใหญ่ทำให้เคลื่อนตัวได้ช้าจึงทำให้โอกาสที่ลมยางจะรั่วซึมออกมาจึงจะมีน้อยกว่าลมยางทั่วไปถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

ข้อเสียของลมยางไนโตรเจน

     ประเด็นหลักเลยคือเรื่้องของราคา จากปกติที่เราเติมลมจากตู้บริการตามปั๊มน้ำมันแบบฟรีๆ แต่การเติมลมไนโตรเจนนั้นต้องมีค่าใช้จ่าย ปัจจุบันราคาทั่วไปอยู่ที่ 4 ล้อ 200 บาท หรือบางที่ลดราคาแบบสุดๆ 4 ล้อ 100 บาท พร้อมบริการเติมลมไนโตรเจนฟรีได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ในการเติมครั้งแรกคุณจะต้องปล่อยลมยางปกติที่มีออกทั้งหมดและเติมลมไนโตรเจนเข้าไป และหากคุณเผลอเติมลมธรรมดาเข้าไปในยางไนโตรเจน คุณสมบัติของลมยางของคุณก็จะกลายเป็นลมยางปกติทันที และประการสุดท้ายคือ จุดให้บริการเติมลมไนโตรเจนยังมีน้อยอยู่มากๆนั่นเอง

สรุปแล้วเราควรเติมลมแบบไหน

     เอาแบบรวบรัดตัดความคือ หากคุณไม่เดือดร้อนที่จะจ่ายเงินเพื่อใช้บริการเติมลมไนโตรเจนก็จัดไป แต่หากคุณเป็นคนที่หมั่นตรวจเช็คลมยางอยู่สม่ำเสมอแค่เดือนละ 1 ครั้ง ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆกับการต้องไปเสียเงินเติมไนโตรเจน ที่ขณะเดียวกันคุณสมบัติของยางรถยนต์ที่ผลิตออกมาใช้สำหรับรถบนท้องถนนทั่วไปก็ออกแบบมาสำหรับการใช้อากาศปกติเป็นแรงดันลมยาง

     ที่สำคัญอย่าลืมว่าเราขับรถบ้านไม่ใช่รถแข่ง ฉะนั้นลมไนโตรเจนแทบจะไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด


d-credit

เพิ่มโทษ "ไม่มี" ใบขับขี่ จำคุก 3 เดือน - ปรับ 50,000 บาท

กรมการขนส่งทางบก เตรียมแก้กฎหมายจัดระเบียบใบขับขี่ โดยจะเพิ่มโทษหนักกับผู้ขับรถไม่มีใบขับขี่ จำคุก 3 เดือน และปรับไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนกรณีต่ออายุใบขับขี่ จะต้องผ่านการอบรมทุกครั้ง ส่วนผู้สูงอายุต้องตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินความสามารถในการขับขี่ด้วย

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.2561) นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กำลังบูรณาการกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นกฎหมายเดียวง่ายต่อการกำกับดูแล รวมทั้งเร่งปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้ทันสมัย และสอดคล้องกับพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้น

สำหรับร่างกฎหมายฉบับแก้ไข ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งหากผ่านการพิจารณาแล้ว จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศครบ 1 ปี จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มบทลงโทษผู้ขับขี่ที่กระทำผิด ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุ และความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ โดย พ.ร.บ.รถยนต์ เสนอปรับเพิ่มโทษสำคัญใน 3 มาตรา คือมาตรา 64 ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต เสนอปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิม จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท

มาตรา 65 ขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต เพิ่มโทษจำคุก คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมลงโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และมาตรา 66 ขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ตามกฎหมายใหม่เสนอให้ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

มีรายงานด้วยว่า ในกฎหมายใหม่ มีมาตรการเข้มงวด เพื่อคัดกรองในการออกใบอนุญาตขับขี่ และต้องพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตนั้นได้ทันที เมื่อกระทำผิดตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนการต่ออายุใบอนุญาตขับรถต้องอบรมทุกครั้ง อีกทั้งผู้สูงอายุเมื่อถึงเกณฑ์อายุระดับหนึ่ง จะต้องตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินความสามารถในการขับขี่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า กฎหมายฉบับใหม่ จะเพิ่มเติมข้อกำหนดในอีกหลายหมวด เช่น หมวดการประกอบการขนส่งโดยรถแท็กซี่ หรือรถบริการ หมวดสถานีขนส่ง หมวดการขนส่งโดยรถจักรยานยนต์สาธารณะ และหมวดยานพาหนะทางบกอื่น เช่น รถจักรยาน

thai pbs

d-credit

การดูแลน้ำระบายความร้อน เพียงตรวจโดยการเปิดฝาหม้อน้ำออกถ้าพบว่าน้ำพร่องน้อยลงไปก็ใช้น้ำสะอาดเติมลงไปให้เต็ม ถ้ามีขวดพลาสติกที่เก็บน้ำอยู่และมีท่อเล็กๆ ต่อไปถึงหม้อน้ำ ก็ไม่ต้องเปิดฝาหม้อน้ำค่ะ ให้ดูระดับน้ำที่ขวดเก็บน้ำสำรองแทน เพราะเรื่องนี้ก็ละเลยไม่ได้ค่ะ อาจส่งผลให้เครื่องยนต์เสื่อมสภาพเร็วได้นะคะ

 

d-credit

หากไม่อยาก ซ่อมรถ บ่อยๆ ให้หมั่นเช็คสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ
ยางรถยนต์
ยางรถยนต์คือสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้รถวิ่งไปได้ ดังนั้นเราจึงควรหมั่นตรวจสอบยางรถยนต์ทั้ง 4 ล้อ รวมถึงยางอะไหล่ว่าอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานหรือไม่ มีลมยางของล้อไหนอ่อนกว่าเส้นอื่นๆ ไหม หากพบเจอว่ามีการผิดปกติเกิดขึ้น ให้เราพยายามมองหาร่องรอบของรูรั่ว รอยบาดต่างๆ รอยแตกในยาง หากพบว่ามีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นให้เรารีบนำรถเข้าอู่เพื่อซ่อมแซมให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง
น้ำมันเครื่อง
เราไม่ควรปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้งอย่างเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นเครื่องยนต์ของรถเราได้พังแน่ๆ ดังนั้นเราจึงควรหมั่นตรวจสอบในส่วนนี้ด้วย โดยวิธีการตรวจสอบก็คือ ให้เราดึงก้านน้ำมันเครื่องออกมาในขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน จนถึงอุณหภูมิปกติแล้วดับสักครู่ (1-5นาที) ต่อมาให้เราเช็ดทำความสะอาดตรงส่วนปลายของก้านที่มีน้ำมันเครื่องติดออกมาด้วย  เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วให้เราทำการใส่กลับเข้าไปที่เดิมอีกครั้ง ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงดังออกมาวัดระดับดูว่ามีน้ำมันเครื่องเหลือปริมาณเท่าใด โดยให้เราดูจากวัดระดับ ซึ่งเราควรจะให้ระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในจุด F หรือ FULL จึงจะเป็นการดีที่สุดครับ
ผ้าเบรค
ผ้าเบรกก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจเพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการขับขี่ของเรา โดยวิธีการตรวจสอบก็เช่น ฟังเสียงรถขณะเบรครถ ว่ามีเสียงเหล็กเสียดสีกันหรือไม่ หากว่ามีแสดงว่าผ้าเบรคของรถเราอาจจะหมดแล้ว เป็นต้น นอกจากวิธีที่เรากล่าวมานี้ยังมีอีกหลายวิธีที่จะสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง แนะนำว่าหากเรารู้สึกไม่มั่นใจว่าผ้าเบรครถเรามีปัญหาหรือเปล่าก็ลองเอารถเข้าอู่แล้วปรึกษาช่างดูจะดีกว่าครับ เพราะหากเปรียบเทียบราคาค่าผ้าเบรคกับความปลอดภัยของเราแล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากๆ ครับ
น้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำ
การที่เราจะเช็คน้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำแนะนำว่าควรเช็คในช่วงเช้า ก่อนที่เราจะสตาร์ทเครื่องยนต์ จะเป็นการดีที่สุด หรือหากไม่สะดวกช่วงเช้าก็อาจจะเช็คในช่วงอื่นๆ ที่เครื่องยนต์ไม่มีความร้อนก็ได้เช่นกัน ส่วนวิธีการตรวจเช็คก็คือ ให้เราเปิดฝาหม้อน้ำ หรือถังพักน้ำสำรองออกดู ให้เราดูสี ดูภาพ ของน้ำว่าสัยังดูดีเหมือนตอนแรกอยู่หรือไม่ ระดับน้ำลดลงไปมากขนาดไหน หากว่าระดับน้ำลดลงไปมาก ก็ให้เราเติมด้วยน้ำยาหล่อเย็น เพราะน้ำมันหล่อเย็นจะช่วยป้องกันหม้อน้ำได้ดีที่สุด
แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินจนไม่สามารถหาน้ำยาหล่อเย็นได้ ก็สามารถใช้น้ำเปล่าแทนได้ แต่แนะนำว่าควรใช้วิธีนี้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น รวมถึงถ้าสภาพสีของน้ำในตอนที่ตรวจเช็คดูไม่ดี มีสีของสนิมอยู่มาก ก็ให้รีบเปลี่ยนทันทีเช่นกันครับ
สัญญาณไฟ
สัญญาณไฟก็ถือว่าสำคัญ เพราะว่าเมื่อเราขับขี่รถยนต์นั้น การให้สัญญาณไฟต่างๆ ก็จะเป็นการสื่อสารกับรถคันอื่นๆ ทราบว่าเรานั้นจะทำอะไร เช่น เปิดไฟสัญญาณซ้าย เพื่อสื่อสารว่าเรานั้นต้องการที่จะเลี้ยวซ้าย เป็นต้น ดังนั้นเราจึงควรดูแลไฟต่างๆ ในรถให้อยู่สภาพดีเสมอ ทั้ง ไฟหน้าสูง-ต่ำ ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟถอยหลัง ไฟฉุกเฉิน ฯลฯ หากพบว่ามีไฟส่วนไหนเสียหายหรือไม่สามารถใช้งานได้ ก็ให้เรารีบเปลี่ยนใหม่โดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองครับ

d-credit

ลมยางรถยนต์ควรเติมเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด?

การเติมลมยางรถเก๋งทั่วไป ควรเติมเท่าไหรจึงจะเหมาะสมที่สุด?

ลมยางรถยนต์เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะแรงดันลมยางที่อ่อนหรือแข็ง ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่อย่างรู้สึกได้ และยังมีผลต่อความปลอดภัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงอีกด้วย

แรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถเก๋งทั่วไป ล้อหน้าและล้อหลังควรมีแรงดันลมยางอยู่ที่ 30-32 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) สำหรับการใช้งานปกติ แต่หากต้องบรรทุกผู้โดยสารเต็มอัตรา 5 ที่นั่ง พร้อมสัมภาระท้ายรถ ควรเพิ่มแรงดันล้อหน้าเป็น 33-35 PSI และล้อหลังควรเพิ่มเป็น 37-39 PSI เพื่อรับกับน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นมา

ส่วนรถกระบะควรเติมลมยางมากกว่ารถเก๋งปกติ โดยหากไม่มีสิ่งของบรรทุกควรมีแรงดันอยู่ที่ 36-38 PSI และล้อหลังอยู่ที่ 40-42 PSI หากมีน้ำหนักบรรทุกด้านท้ายควรเพิ่มลมยางล้อหลังขึ้นเป็น 49-51 PSI เพื่อป้องกันรถยางระเบิดหากขับขี่ด้วยความเร็วสูง

ทั้งนี้ หากเติมลมยางมากจนเกินพอดี จะลดประสิทธิภาพการเกาะถนนของยาง และทำให้ช่วงล่างแข็งกระด้างมากขึ้น แต่หากเติมลมยางน้อยเกินไป หรือปล่อยให้ยางอ่อน จะเสี่ยงต่อยางระเบิดขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้ครับ

ทางที่ดีควรหมั่นเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และสังเกตอาการรั่วซึมอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยครับ

d-credit

สนใจรีไฟแนนซ์ สอบถามได้ครับ

d-credit

การขับรถตกหลุมบ่อยๆ ก่อให้เกิดผลเสียกับตัวรถอย่างไรบ้าง?

คนใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่คงทราบดีว่า ถนนในบ้านเรามักมีสภาพไม่ค่อยดีนัก เพราะต้องเจอทั้งหลุมบ่อ ฝาท่อที่ไม่เรียบกับพื้นถนน รวมถึงพื้นผิวถนนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งล้วนแต่บั่นทอนอายุการใช้งานของช่วงล่างให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ เราไปดูกันว่าหากขับรถตกหลุมเหล่านี้บ่อยๆ จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวรถอย่างไรบ้าง

1.ช่วงล่างเสื่อมสภาพไว

      ช่วงล่างเป็นชิ้นส่วนที่รองรับแรงสะเทือนจากล้อโดยตรง แม้ว่ารถแต่ละคันจะถูกออกแบบมาให้ช่วงล่างมีความทนทานสูงอยู่แล้ว แต่หากขับตกหลุมอยู่บ่อยๆ ก็จะมีผลให้ช่วงล่างเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติได้ ซึ่งชิ้นส่วนที่มักได้รับผลกระทบ เช่น

     - ลูกหมากเริ่มหลวมตัว ทำให้มีอาการโยกคลอน เมื่อขับผ่านถนนขรุขระ จะได้ยินเสียง "กุกๆ" มาจากช่วงล่าง
     - โช้คอัพเสื่อมไว อาจมีน้ำมันรั่วซึมออกมาจากกระบอกโช้คอัพ เป็นอาการที่แสดงว่าโช้คอัพเสื่อมแล้ว บางคันอาจพบอาการยางรองโช้คแตก ทำให้มีเสียงกุกกักขณะเบรกหรือออกตัว

2.ล้อและยางเสียหาย

      หากตกหลุมอย่างรุนแรง อาจทำให้ล้อแม็กคด เมื่อขับด้วยความเร็วสูงจะทำให้รถมีอาการสั่น บางคันอาจพบอาการยางบวม ปริ ซึ่งเป็นอันตรายหากขับขี่ด้วยความเร็วสูง

3.ทำให้รถมีเสียงดังรอบคัน

      การขับรถตกหลุมบ่อยๆ นอกจากจะทำให้ช่วงล่างเสียหายแล้ว ยังส่งผลต่อโครงสร้างความแข็งแรงของตัวถังได้ เนื่องจากจุดยึดต่างๆ มีการบิดตัวได้มากขึ้น ส่งผลให้เมื่อขับรถตกหลุม จะมีอาการสะเทือนไปทั้งคัน พร้อมทั้งมีเสียงดังน่าคำราญ

      เมื่อรู้แบบนี้แล้ว หากจำเป็นต้องขับรถผ่านถนนขรุขระ ก็ควรชะลอความเร็วให้เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นครับ

 

d-credit

ก่อนขับรถดื่มแอลกอฮอล์ได้แค่ไหน จึงจะไม่โดนจับ?

ตามกฎหมายได้ระบุปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไว้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากเกินกว่านั้นจะถือว่าเมาแล้วขับ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 - 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ รวมถึงพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตเลยทีเดียว

     ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า แล้วปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เนี่ย สามารถดื่มได้ขนาดไหน ซึ่งคุณสามารถจำง่ายๆ ดังนี้

     1.สุรา ประมาณ 90 ซีซี ไม่ผสม หรือผสมในปริมาณ 1 ฝาต่อแก้ว จำนวนไม่เกิน 6 แก้ว หรือ

     2.เบียร์ ประมาณ 2 กระป๋อง หรือ 2 ขวดเล็ก หรือ

     3.เบียร์ไลท์ ประมาณ 4 ประป๋อง หรือ 4 ขวดเล็ก หรือ

     4.ไวน์ ปริมาณต่อแก้ว 80 ซีซี ไม่เกิน 2 แก้ว

     ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์เหล่านี้ หากขับรถภาย 1 ชั่วโมงหลังจากดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์จะไม่อยู่ในระดับที่เกินกฎหมายกำหนด แต่ทางที่ดีควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก่อนขับรถ พร้อมทั้งดื่มน้ำในปริมาณมากๆ เพื่อให้แอลกอฮอล์ถูกขับถ่ายมาทางปัสสาวะ อีกทั้งไม่ควรดื่มเครื่องดื่มหลายชนิดผสมกัน เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนจนทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดได้

     แต่ถ้ามีทางเลือกอื่น เช่น กลับแท็กซี่, ให้เพื่อน (ที่ไม่ดื่ม) ขับรถแทน ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากโขครับ


ขึ้นบน