สินเชื่อรถยนต์ รถแลกเงิน รถผ่อนอยู้ก็กู้ได้ ไม่เช็คแบล็คลิส ติดแบล็คลิสก็จัดได้

เริ่มโดย d-credit, 31ก.ค.2013, 17:58:23

« หน้าที่แล้ว - ต่อไป »

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ลงล่าง

d-credit

ไขปริศนา! นอนในรถอาจถึงตาย..เพราะอะไร?

ปัจจุบันเรามักได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับการจอดรถติดเครื่องเพื่อเปิด
เครื่องปรับอากาศทิ้งไว้แล้วงีบหลับ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด
คุณผู้อ่านสงสัยไหมครับว่า ทำไมระบบปรับอากาศจึงเป็นอันตรายเฉพาะ
เวลาจอดรถนิ่งๆ แต่ไม่เป็นอันตรายขณะขับขี่ ว่าไปแล้ว หากผู้ขับขี่มี
อาการง่วงซึมไม่ว่าจะขับระยะทางใกล้หรือไกล การงีบหลับซักครู่ถือเป็น
ทางออกที่ดีในการเดินทางต่อไปอย่างปลอดภัย แต่รู้ไหมครับว่า
ระบบปรับอากาศของรถที่จอดนิ่งๆ กลับมีอันตรายกว่าขณะที่รถกำลังขับ
เคลื่อน ซึ่งอันตรายที่ว่านั้น ไม่ใช่จากระบบเครื่องปรับอากาศของรถยนต์
โดยตรง แต่เป็นมลพิษที่ออกมาจากท่อไอเสียนั่นเอง
แต่คุณผู้อ่านสงสัยหรือไม่ครับว่า ควันจากท่อไอเสียนั้นเข้ามาในห้อง
โดยสารได้อย่างไร..?

     เรามักเข้าใจว่าระบบปรับอากาศในรถยนต์นั้นเป็นระบบปิดและ
หมุนเวียนภายในห้องโดยสาร 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริง
แม้เราจะกดปุ่มเพื่อให้อากาศหมุนเวียนแล้ว แต่พัดลมแอร์ก็ยังดูด
อากาศภายนอกบางส่วนเข้ามา (จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงได้กลิ่น
จากภายนอกเมื่อเราขับรถผ่านควันเผาเศษขยะข้างทาง) ซึ่งถ้ารถยนต์
มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดนั้น พัดลมดังกล่าวก็จะดูดอากาศบริสุทธิ์เข้ามา
(หรืออากาศที่ไม่อยู่ในระดับที่เป็นพิษ) ไม่ทำอันตรายต่อผู้โดยสาร
ภายในรถ


d-credit

แต่ในทางกลับกัน หากจอดรถยนต์นิ่งๆแล้วปิดกระจกหน้าต่างทึบทั้ง 4
บาน พร้อมทั้งสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดแอร์ทิ้งไว้ ก็จะกลายเป็น
สาเหตุให้อากาศจากท่อไอเสียโชยมายังบริเวณพัดลมแอร์ และถูกดูด
เข้าไปยังห้องโดยสารทีละน้อยๆอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ห้องโดยสารมีก๊าซ
คาร์บอนมอนอกไซด์เพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่เป็นพิษ โดยร่างกายจะรับ
สารดังกล่าวเข้าไปทีละน้อยจนเป็นเหตุให้ขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้เสีย
ชีวิตในที่สุด

     ทางที่ดี หากรู้สึกมีอาการง่วงซึมขณะขับรถ ก็ควรจะจอดแวะล้างหน้า
ล้างตา หรือดื่มกาแฟ หรือถ้าต้องการงีบหลับในรถยนต์ ก็ควรจอดรถในที่
ที่ปลอดภัย เช่น ปั๊มน้ำมันหรือที่ที่มีคนพลุกพล่าน จากนั้นให้ดับเครื่องยนต์แล้วใช้วีธีแง้มกระจกลงเล็กน้อยทั้งสี่บาน เพื่อให้มีอากาศ
ถ่ายเท และควรล็อครถไว้เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดี ทางที่ดีควรตั้งเวลาปลุก
ไว้ประมาณ 10-15 นาที ซึ่งน่าจะเพียงพอแล้วเพื่อให้หายอ่อนเพลีย
และพร้อมจะเดินทางต่อไปโดยสวัสดิภาพ


     เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับเทคนิคดีดีที่เรานำมาฝากกัน หวังว่าจะ
เป็นประโยชน์สำหรับการเดินทางไกลของคุณผู้อ่าน โดยเฉพาะช่วง
เทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ครับ

d-credit

เทคนิคการล้างรถหลังสงกรานต์ 2557

ขั้นแรก ควรใช้น้ำเปล่าล้างรถเสียก่อน 1 รอบ โดยใช้สายยางฉีดน้ำไป
รอบๆเพื่อให้คราบดินสอพองอ่อนตัว พร้อมกับใช้ฟองน้ำถูอย่างเบาๆ
นอกจากนั้นยังควรล้างฟองน้ำเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้คราบสกปรกบนฟองน้ำ
ทำร้ายสีบนตัวถังรถนั่นเองจากนั้นจึงล้างด้วยแชมพูล้างรถ หรือ น้ำเปล่า
ซ้ำตามปกติ แล้วจึงเช็ดให้แห้ง

     ทางที่ดีควรล้างรถทันทีที่มีโอกาส ไม่ควรปล่อยคราบดินสอพอง
ทิ้งไว้ นิเช่นนั้นอาจเกิดรอยด่างได้หลังจากที่คุณผู้อ่านขับรถตระเวน
เที่ยววันหยุดสงกรานต์ 2557 อย่างอิ่มหนำสำราญกันแล้ว รถสุดรักของ
คุณผู้อ่านอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเผชิญกับ คราบดินสอพองขาว
โพลนติดอยู่รอบตัวรถ แต่คุณผู้อ่านรู้ไหมครับว่าครายดินสอพองดังกล่าว
อาจทำร้ายสีของตัวถังรถได้

ขั้นที่สอง หากคุณผู้อ่านใช้รถไปในการเล่นน้ำช่วงสงกรานต์ (เช่น รถกระบะ
ที่บรรทุกถังน้ำและผู้โดยสารเพื่อเล่นน้ำ) ภายในรถของคุณผู้อ่านอาจมี
โอกาสเปียกชื้นสูง ทางที่ดีจึงควรไล่ความอับชื้นภายในรถ เพื่อไม่ให้เป็น
แหล่งหมักหมมของเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรก อันเป็นต้นเหตุของกลิ่น
อับภายในรถ

     วิธีการคือ หาที่จอดรถโล่งๆกลางแดด ถอดผ้ายางปูพื้นหรือพรมออก
จากรถ แล้วเปิดประตูทิ้งไว้กลางแดดสัก 2-3 ชั่วโมง เพื่อขจัดความชื้น
ในตัวรถออกไป

นอกจากนั้น ภายหลังจากที่คุณผู้อ่านเดินทางกลับจากการขับรถระยะ
ทางไกลๆแล้ว ก็ควรเช็คสภาพรถเบื้องต้น ด้วยการตรวจเช็คอย่างง่ายๆ
เริ่มตั้งแต่การฟังเครื่องยนต์ ว่ามีเสียงผิดปกติดังขึ้นหรือไม่ ตรวจเช็ค
สภาพยางว่าไม่มีจุดใดรั่วซึม เช็คความดันลมยาง

     ตรวจเช็คระดับของเหลวต่างๆ ตั้งแต่ น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์,
น้ำมันเบรค, น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ฯลฯ หากพบว่ามีระดับพร่องกว่า
ปกติ ก็ควรเติมให้เรียบร้อย หรือ หากพบว่าน้ำมันเปลี่ยนเป็นสีดำ ผิดจาก
ก่อนเริ่มเดินทาง ก็ควรเปลี่ยนถ่ายใหม่ให้เรียบร้อย เพราะการเปลี่ยนถ่าย
ของเหลวก่อนกำหนดถือเป็นการช่วยถนอมเครื่องยนต์ไปในตัว

     เพียงเท่านี้ รถสุดรักของคุณผู้อ่านก็จะยังคงมีสภาพเหมือนใหม่
ดังเดิมครับ

d-credit

คืนภาษีรถคันแรกเคว้ง

สรรพสามิตยอมรับงบไม่พอจ่ายคืนภาษีรถคันแรก ต้องรอจัดสรรเงินรอบใหม่
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประชาชนที่ได้รับสิทธิคืนภาษี
โครงการรถคันแรกในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. 2557 อาจได้รับเงินคืนล่าช้าออกไป
เนื่องจากวงเงินงบประมาณปี 2557 ที่ตั้งไว้จ่ายคืนเงินให้ผู้ได้รับสิทธิ 4 หมื่นล้านบาท
ได้ทยอยโอนให้ผู้ที่ได้รับสิทธิหลังครอบครองรถครบ 1 ปีไปแล้วกว่า 3.07 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ทำให้มีเงินเหลือจ่ายเพียง 9,217 ล้านบาท ซึ่งจะรองรับการจ่ายเงินภาษีคืนใน
ช่วง 2 เดือนหลังจากนี้เท่านั้น หรือไม่เกินเดือน มิ.ย. เงินก็จะหมด เพราะกรมสรรพสามิต
สามารถจ่ายเงินคืนได้เฉลี่ยเดือนละ 4,000-5,000 ล้านบาท ดังนั้นผู้มีสิทธิได้คืนภาษี
กลุ่มนี้ต้องรอการจัดสรรเงินรอบใหม่

"คาดว่ายอดคืนภาษีของปีงบ 2557 นี้อาจมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท หากงบก้อนแรก
หมดคงต้องรอเงินรอบใหม่ แต่ช่วงรัฐบาลรักษาการการจัดสรรเงินล่าช้าและมีขั้นตอนนาน
เพราะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง" แหล่งข่าวเปิดเผย

d-credit

สำหรับแนวทางการจัดสรรเงินมาจ่ายคืนเงินภาษีให้ผู้ได้รับสิทธิมี 2 แนวทาง คือ
กันเงินจากการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตมาใช้ก่อน โดยในปีงบประมาณ 2557
ตั้งเป้าหมายเก็บภาษีไว้ 4.6 แสนล้านบาท หรือจะดึงเงินจากเงินคงคลัง
เหมือนปีงบประมาณ 2556 โดยใช้อำนาจของ รมว.คลังลงนาม แต่จะต้องใช้คืน
ในปีงบประมาณถัดไปอย่างไรก็ตาม ยอดการคืนเงินภาษีรถคันแรกยอดล่าสุด
ณ เดือน มี.ค. 2557 อยู่ที่ 9.01 แสนรายคิดเป็นเงิน 6.33 หมื่นล้านบาท
จากยอดผู้เข้าโครงการทั้งหมด 1.25 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 9.21 หมื่นล้านบาท
และในวันที่ 9 เม.ย.นี้จะโอนเงินให้ผู้ได้รับสิทธิอีก 5.37 หมื่นราย วงเงิน 4,082 ล้านบาท

ด้าน นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่างานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล
มอเตอร์โชว์ 2014 ที่ผ่านมา มียอดจองซื้อรถยนต์กว่า 4 หมื่นคัน ยอดนี้จะสามารถจัดเก็บ
ภาษีรถยนต์ได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท

d-credit

ผู้บริโภคฟ้อง"เชฟโรเลต"เกียร์ขัดข้อง

กลุ่มผู้บริโภคฟ้อง "เชฟโรเลต" ต่อศาลแพ่ง เรียกเงินชดเชยคืนเต็มจำนวน เหตุเกียร์ขัดข้อง

วันที่ 22 เม.ย. ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการใช้รถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นครูซ
จำนวน 7 ราย ยื่นฟ้องบริษัทเชฟโรเลต ต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ศาลมีคำสั่ง ให้บริษัทคืนเงินดาวน์
และค่างวดเช่าซื้อที่ชำระไปแล้วทั้งหมด เนื่องจากผลการทดสอบรถยนต์ของสำนักงานคุ้มครอง
ผู้บริโภค (สคบ.) พบปัญหาที่เป็นอันตรายต่อการขับขี่ อาทิ เกียร์กระตุก ติดขัด
โดยรถคันที่พบอาการซ้ำๆ ติดต่อกันมากที่สุดคือ 38 ครั้ง

นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังร้องให้ศาลมีคำสั่ง ขอให้บริษัทรับผิดชอบค่าใช้สอยรถยนต์
ต่อผู้ให้เช่าซื้อเต็มจำนวนแทนผู้บริโภค และให้ศาลห้ามบริษัทจำหน่ายรถยนต์รุ่นที่
กำลังมีข้อพิพาท และเรียกเก็บสินค้าจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ปลอดภัย
พร้อมกันนี้ให้จ่านค่าเสียหายต่อจิตใจที่ต้องหวาดกลัวกังวลในขณะใช้รถที่มีปัญหา

d-credit

นายมงคล ปุรณมณีวิวัฒน์ 1 ใน 7 ผู้เสียหายที่ยื่นฟ้อง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาไม่เคย
ได้พูดคุยกับบริษัทเชฟโรเลต เนื่องจากสคบ.เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย และ สคบ.
มีเกณฑ์ชดเชยอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเรายอมรับวิธีการให้บริษัทซื้อรถคืน
แต่รับไม่ได้กับเกณฑ์ราคา เนื่องจาก สคบ.กำหนดหักค่าเสื่อมรถสูงถึง 40%
นั่นหมายความว่าราคาที่ผู้เสียหายได้รับต่ำกว่าเอารถไปขายเตนท์มือ 2

"นี่ไม่ใช่ความผิดของเรา ผู้บริโภคซื้อรถป้ายแดงก็หวังใช้ได้ 5-10 ปี
แต่ใช้เพียงแค่ 1 ปีกว่ากลับชำรุดบกพร่อง ผมซื้อรถมา 8.7 แสนบาท
เขาซื้อคืนเพียง 5.7 แสนบาท ทั้งที่เราไม่ได้ผิดอะไรเลย"
นายมงคล กล่าว

d-credit

บก.02 ย้ำชัด ตร.สามารถยึดใบขับขี่ได้

บก.02 ระบุกรณีผู้ขับขี่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย พนักงานจราจรสามารถเรียกเก็บ
ใบขับขี่ชั่วคราวได้ แต่ต้องออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ เมื่อผู้ขับขี่ชำระ
ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันทีศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร
หรือ บก.02 โพสต์ข้อความยืนยันกรณีที่ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย 
ในการออกใบสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้
เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ และเจ้าพนักงาน
จราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบพนักงาน
สอบสวนภายใน 8 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ออกใบสั่งใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่

    เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานสอบสวนได้ว่ากล่าวตักเตือน
หรือทำการเปรียบเทียบปรับและผู้ขับขี่ได้ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว
ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที รายละเอียดทั้งหมด มีดังนี้


     "แชร์กันมาเป็นสิบๆปีแล้ว กฏหมายมีระบุไว้ชัดครับ ต้องคอยตอบทุกวัน"

     "มาตรา ๑๔๐ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืน
หรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ จะว่ากล่าว
ตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ในกรณีที่ไม่
พบตัวผู้ขับขี่ก็ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย"

     "สำหรับความผิดที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๕๗/๑ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐
มาตรา ๑๖๐ ทวิ และมาตรา ๑๖๐ ตรี ห้ามมิให้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบ"

d-credit

"ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเจ้าพนักงานจราจร
หรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบรับ
แทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ และเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำ
ใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบพนักงานสอบสวนภายในแปดชั่วโมง
นับแต่เวลาที่ออกใบสั่ง""ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ตามวรรคสามให้ใช้แทน
ใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่
หรือพนักงานสอบสวนได้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบปรับและผู้ขับขี่ได้ชำระ
ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที"

"ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบสั่งแต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่
ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้กระทำผิดดังกล่าวเว้นแต่สามารถ
พิสูจน์ได้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่การกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด"
"ใบสั่งและใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ ให้ทำตามแบบที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด"

d-credit

โตโยต้าเรียกคืนรถ4.6ล้านคันทั่วโลก

โตโยต้าเรียกคืนรถ 6.4 ล้านคันทั่วโลก หลังพบปัญหาเรื่องความปลอดภัย

โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศเรียกคืนรถ 6.39 ล้านคัน
ทั่วโลก ในรุ่น RAV4,Hilux, Yaris และ Urban Cruiser หลังพบปัญหาที่ชิ้นส่วนหลายจุด
เช่น ที่นั่งคนขับ แกนพวงมาลัย และตัวสตาร์ทเครื่องยนต์

ทั้งนี้ รถที่เข้าข่ายมีปัญหาเป็นรถที่ผลิตในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แยกเป็นรถในญี่ปุ่น 1.08 ล้านคัน
อเมริกาเหนือ 2.3 ล้านคัน ยุโรป 770,000 คัน และจีน 62,000 คัน โดยโตโยต้าเผยด้วยว่า
ได้รับรายงานเรื่องตัวสตาร์ทเครื่องยนต์เกิดไฟไหม้แต่ไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุใดๆ

ขณะที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า การเรียกรถยนต์คืนเพื่อ
เปลี่ยนชุดประกอบสายไฟที่เชื่อมต่อถุงลมนิรภัย (Spiral Cable) หลังตรวจพบความผิดปกติของ
ชุดสายไฟดังกล่าวที่อาจส่งผลให้สัญญาณเตือนถุงลมนิรภัยแสดงบนหน้าปัด เป็นการแสดงถึงความ
เอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ แม้ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นกับลูกค้า
ในประเทศไทย

d-credit

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย
เปิดเผยว่า กรณีการเรียกรถเพื่อมาเปลี่ยนชุดประกอบสายไฟที่เชื่อมต่อถุงลมนิรภัยนั้น จากการตรวจสอบพบว่ามี
รถยนต์โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ ฟอร์จูนเนอร์ และ อินโนวา ที่จำหน่ายในประเทศไทย ระหว่างปี 2547
ถึงปี 2553 ประมาณ 2.06 แสนคัน ที่ต้องเข้ารับการเปลี่ยนชุดประกอบสายไฟใหม่ โดยบริษัทฯจะทำ
การส่งจดหมายเชิญลูกค้ากลุ่มดังกล่าว เพื่อให้นำรถยนต์เข้ารับการแก้ไขที่ศูนย์ บริการของผู้แทนจำหน่าย
โตโยต้าทั่วประเทศ   ก่อนหน้านี้ โตโยต้า เคยเรียกคืนรถ 7.43 ล้านคันทั่วโลกมาแล้ว เมื่อปี 2555
หลังพบปัญหาจากอุปกรณ์ที่อาจเสี่ยงเกิดไฟไหม้ ในจำนวนนี้มีรถตระกูลยอดนิยมอย่างคัมรี่และโคโรลลาด้วย
โดยล่าสุดเมื่อเดือนก่อนโตโยต้ายอมจ่ายเงิน 1,200  ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยอมความคดีอาญา
ในสหรัฐข้อหาโกหกเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและสาธารณชนจากการพยายามปกปิดเรื่องคันเร่งมีปัญหา
ไม่สามารถควบคุมได้

d-credit

ความเจ็บปวดจากรถคันแรก

นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ที่โดดเด่นนอกเหนือไปจากจำนำข้าว ก็มี คืนภาษีรถคันแรก
อีกอันที่พูดกันติดปาก ถึงวันนี้ประจักษ์แล้วว่า ทั้ง 2 นโยบาย มีข้อดีแค่กระตุ้นการหาเสียง
ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลสมใจ แต่ผลกระทบด้านลบที่ตามมามากมายมหาศาล
ขออนุญาตข้ามจำนำข้าวไปก่อนนะครับ เอาเรื่องคืนภาษีรถคันแรกอย่างเดียวก่อน
     
     เป้าหมายเดิมนโยบายนี้ผมจำได้ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมบอกว่าจะช่วยกระตุ้นการ
ขายรถยนต์ได้ถึง 5 แสนคัน แต่เอาเข้าจริง ปาเข้าไปเป็นล้านคัน ก็ธรรมชาติคนไทย
อยากมีรถ มองรถยนต์เป็นแอสเซต พอมีช่องทาง จังหวะ โอกาส ก็ขอครอบครอง
ไว้ก่อนลืมผลกระทบทุกอย่างที่จะตามมา ระหว่างทางของโครงการรถคันแรกมีเรื่องราววุ่นวายมากมาย

     แต่ที่ยุ่งเหยิงมากที่สุดก็คือโครงการนี้มีระยะเวลาสิ้นสุดคือต้องจับจองซื้อหาก่อนสิ้นปี 2555
แต่ไม่กำหนดระยะเวลารับรถ จุดนี้เองที่ทำให้ตัวเลขผู้ขอใช้สิทธิ์ในโครงการ ทะลุเกินล้านคน
ที่สำคัญผ่านมาปีกว่าแล้ว ก็ยังส่งมอบกันไม่ครบสักที วันก่อน กรมสรรพสามิตรายงานข้อมูล
โครงการรถยนต์คันแรก ณ วันที่ 27 เมษายน 2557 บอกว่าตั้งแต่ดำเนินโครงการ
มีผู้ขอใช้สิทธิ์จำนวน 1,259,101 ราย คิดเป็นเงิน 92,811 ล้านบาท มีผู้ยกเลิกการใช้สิทธิ์ 10,235 ราย
และไม่ได้รับสิทธิ์ เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไข 4,336 ราย


d-credit

   มีผู้อยู่ในสถานะรับสิทธิ์ 1,244,530 ราย คิดเป็นเงิน 91,799 ล้านบาทมีผู้เข้าร่วมโครงการซื้อรถยนต์เป็นเงินสด
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.32 และสินเชื่อร้อยละ 84.64งบประมาณที่ได้รับในปี 2556 มีจำนวน 7,280 ล้านบาท
เงินคงคลัง 25,000 ล้านบาท ในปี 2557 กรมสรรพสามิตได้จัดสรรงบประมาณ 40,000 ล้านบาทในปี 2558
กรมสรรพสามิตได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณ 25,000 ล้านบาทมีผู้ได้รับเงินแล้วจำนวน 938,718 ราย
คิดเป็นเงิน 67,434 ล้านบาทจำนวนผู้ที่ได้รับรถแล้ว 1,128,118 ราย ยังคงเหลือผู้ที่ยังไม่ได้รับรถยนต์ 116,412 ราย
หรือคิดเป็นร้อยละ 9.35 มีลีสซิ่งขอปลดล็อกและแจ้งอายัดรถยนต์ 1,449 ราย เป็นจำนวนเงิน 85,862,817 บาท
โดยกรมสรรพสามิตได้จ่ายเงินคืนแล้ว 849 ราย เป็นจำนวนเงิน 47,616,987 บาทและยังไม่ได้จ่ายเงินคืน 600 ราย
เป็นจำนวนเงิน 38,245,830 บาท

ปัจจุบันมีผู้ขอใช้สิทธิ์ตามโครงการรถยนต์คันแรก ที่กรมสรรพสามิตจะต้องติดตามเรียกเงินคืนมีจำนวนทั้งสิ้น 314 ราย
เห็นข้อมูลแล้ว เหนื่อยใจแทนรัฐบาล โดยเฉพาะเม็ดเงินงบประมาณเยอะอย่างบอกไม่ถูก อีกอย่างคือ จำนวนผู้ที่ยัง
ไม่ได้รับรถเรื่องงบประมาณปลายเดือนที่แล้วก็เพิ่งมีข่าว รัฐถังแตก จะจ่ายเงินคืนภาษีได้แค่เดือนมิถุนายนเท่านั้น
คนที่ยังไม่ได้เงินคืน ให้รอไปก่อน

d-credit

วันก่อนเจอผู้บริหารระดับสูงค่ายรถยนต์ระบายให้ฟังถึงนโยบายรถคันแรก ว่าสร้างความเจ็บปวด
และรอยร้าวให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์เยอะแยะ กระทบกันเป็นลูกโซ่ และที่ตลาดรถยนต์ปั่นป่วนมา
ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะไอ้รถคันแรกนี่แหละ

จริงๆ การกระตุ้นตลาด มันต้องทำตอนที่ตลาดไม่ดี กราฟธุรกิจปักหัวลง นโยบายรถคันแรก
มันผิดที่ ผิดเวลา

ช่วงเริ่มโครงการ อุตสาหกรรมกำลัง Pick Up ตลาดรวมต่อปีก็ประมาณล้านคัน ซึ่งถ้าปล่อยให้มันเป็นไป
ตลาดก็เติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดรถยนต์ปี 2555 ที่มีโครงการรถคันแรกแทรกอยู่ ทะลุไปถึง 1.4 ล้านคัน

ยอดขายที่พรวดพราดเพิ่มขึ้น ค่ายรถก็ตะลีตะลานเพิ่มกำลังผลิตกันอุตลุด ลืมนึกถึงอนาคตทั้ง ๆ
ที่รู้ว่าตลาดมันถูกบิดเบือน พอสิ้นสุดแคมเปญ ตลาดทรุดตัวฮวบฮาบ เพราะกำลังซื้อถูกดึงไปใช้ล่วงหน้า
เอาละซิทีนี้ สต๊อกเหลือกันบานเบอะ คนที่ซวยก็หนีไม่พ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน
ดีลเลอร์ขายรถ ไฟแนนซ์ พันกันไปทั้งระบบ

ปีที่แล้ว เราได้เห็นการเทกระจาดขายรถ แบบไม่คำนึงถึงต้นทุนมาแล้ว ปีนี้ก็คงได้เห็นกันอีก
เพราะผลกระทบที่ยังไม่ทุเลา ไม่เว้นแม้กระทั่งคนซื้อรถ ช่วงแรกอาจจะแฮปปี้กับเงินคืน 6 หมื่นถึงแสนบาท
แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยรถถูกยึดเพราะขาดแรงส่งต่อ

ส่วนคนซื้อที่พอมีแรงตอนนี้อยากเปลี่ยนรถ เพราะเงื่อนไขที่ค่ายรถหยิบยื่นให้มันเร้าใจเหลือเกินก็ทำไม่ได้
เจอกับดักต้องครอบครองรถครบ 5 ปี ถึงวันนี้ ยังมาไม่ถึงครึ่ง และที่แน่ ๆ ปีนี้เราคงได้เห็นตัวเลขขายรถยนต์ต่ำกว่าล้านคัน

เหล่านี้คือความเจ็บปวด ที่ได้จากโครงการรถคันแรก

ขอบคุณเนื้อหาจาก คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ โดย อมร พวงงาม

ขึ้นบน